แบ่งช่วงเวลาโทรอย่างไรบน Cisco CUCM (Configuration Guide)

  • เคยมีประสบการณ์ที่อยากจะให้ผู้ใช้งานโทรกลางวันออกไปที่ผู้ให้บริการ A และหลัง 6 โมงเย็นอยากให้โทรออกไปที่ผู้ให้บริการ T บ้างหรือเปล่าครับ อาจจะเนื่องมาจากค่าบริการในแต่ละช่วงเวลามีความถูก แพงแตกต่างกัน อีกทั้งสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้ผู้ใช้งานได้
  • เคยมีประสอบการณ์อยากจะ forward call ในช่วงเวลาทำงานที่เบอร์ภายในเบอร์หนึ่ง ส่วนหลังเลิกงานต้องการ forward call ไปอีกเบอร์หนึ่ง หรือเปล่าครับ

    สำหรับผู้ที่ใช้งาน Cisco IP PBX หรือ CUCM สิ่งเหล่านี้เราสามารถติดตั้งให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้ครับ โดยใช้ฟังก์ชั่น Time of the Day Routing บน CUCM ครับ

การ Configure จะมีอยู่ทั้งหมด 5 Steps ด้วยกัน โดยจะทำการ Configure ไล่จากเมนูบนลงล่างนะครับ

Step 1 สร้างช่วงเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นช่วงทำงาน หรือเลิกงานแล้ว ในตัวอย่างจะเป็นการ Configure ให้ช่วงเวลาทำงาน (Working Hour) เป็น 6.00 am – 6.00 pm คือ 6 โมงเช้า –  6 โมงเย็น นั่นเองครับ โดยไปที่ Call Routing>Class of Control>Time Period

เนื่องจากการ Configure เวลาต้องทำจากน้อยไปมาก ไม่สามารถทำข้ามวันจากมากมาน้อยได้ ระบบจะสับสนเช่น 23:00 – 2:00 แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นการสร้างช่วงเวลาแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาดังนี้คือ Off Shift 1 (18:00-24:00), Off Shift 2 (0:00-6:00), On Shift หรือ Working Hour (ุ6:00-18:00) ทั้ง 3 แบบที่ผ่านมาจะเป็นวันจันทร์ – ศุกร์, และ Holiday (Sat – Sun All Time) วันหยุดจะเป็นวันเสาร์ และอาทิตย์ ตลอดทั้งวันครับ โดยจะ Configure ไว้ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

  • Working Hour วันจันทร์ – ศุกร์ 06:00-18:00 น.

  • Off Shift 1 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18:00 – 24:00 น.

  • Off Shift 1 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 00:00 – 06:00 น.

  • Holiday หรือ วันหยุด วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 00:00 – 24:00 น.

Step2 สร้าง Time Schedule เพื่อนำช่วงเวลาต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาแล้ว นำมาใส่ในนี้ ไปที่เมนู Call Routing>Class of Control>Time Schedule

 

สร้าง Name เป็น Working_Time_Schedule เพื่อเอาช่วงเวลาทำงานที่สร้างขึ้นมาใส่ในช่วงเวลานี้

สร้าง Name ชื่อ Off_Shift_Schedule เป็นช่วงเวลาที่ไม่ทำงาน เพื่อนำ Off Shift 1, 2 และ Holiday มาใส่ในช่วงเวลานี้

เราจะได้เป็นช่วงเวลาดังกล่าวตามด้านล่างนี้

Step 3 สร้าง Partition สำหรับ Time Schedule ไปที่เมนู Call Routing>Class of Control>Partitions

สร้าง Partition และ Description

จะได้ Partition ทั้ง 2 ตามรูปด้านล่าง โดยที่แต่ละ Partition เราจะทำการใส่ Time Schedule ที่สร้างขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ แยกกันระหว่างช่วงเวลาทำงาน และช่วงเวลาที่ไม่ทำงานครับ

Step 4 สร้าง Calling Search Space เพื่อเป็นเหมือนลูกกุญแจ ที่ไขไปยังแม่กุญแจในแต่ละช่วงเวลาได้นั่นเอง โดยเข้าไปยังเมนู Call Routing>Class of Control>Calling Search Space

ทำการ Add Partition ที่สร้างขึ้นมาข้างต้น อยู่ใน Calling Search Space ในที่นี้คือ CSS_Staff เพื่อสามารถนำ CSS (Calling Search Space) นี้ไปแปะ หรือใส่ยัง Directory Number/Phone ที่ต้องการได้ เมื่อโทรเข้ามายังเบอร์ที่มี Partition ทั้งในเวลางาน และเวลาทำงานสามารถ route ออกไปได้อย่างถูกต้องได้ ตามตัวอย่างถัดไปต่อจากนี้ครับ

เมื่อเราสร้าง Pattern ในการแบ่งเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะนำไป Apply เข้ากับเบอร์ที่เราต้องการ ตัวอย่างการนำไปใช้งาน ในที่นี้เราจะมีตัวอย่างเรื่องของ Hunt Pilot Number ซึ่งจะ Forward ออกไปคนละเบอร์ในแต่ละช่วงเวลาครับ เวลางานจะให้ Forward เข้าไปยังเบอร์กลุ่มของ IT ส่วนนอกเวลางานจะให้ Forward ไปยังเลขหมายปลายที่เป็นระบบ Cellular หรือเบอร์ Hotline ที่เป็นมือถือแทนครับ (จะขอไม่พูดถึงวิธีการ Configure Hunt Group ก่อนนะครับ ไว้บทความหน้าครับ ^^)

เราจะเข้าไปยังเมนู Call Routing > Route/Hunt > Hunt Pilot ซึ่งจะเป็นส่วนที่สร้างรอไว้แล้ว

เมื่อเข้ามาให้ทำการสร้างเบอร์ Hunt Pilot ของกลุ่มและใส่ Patition ลงไปในเบอร์นี้ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาทำงาน รวมถึงด้านล่าง จะเป็นการ Forward ไปหากไม่มีใครรับสายหรือสายไม่ว่างใน 30 วินาที ไปยังเบอร์ 3111 ในช่วงเวลาทำงาน

ส่วนที่เป็นหลังเลิกงานก็สามารถสร้างเป็น Hunt Pilot Number เดียวกันได้ โดยระบุให้ Forward ไปยังเบอร์มือถือ เช่น 081-999-9999 หากไม่มีใครรับสายใน 30 วินาทีหรือสายไม่ว่าง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเบอร์ Hunt Pilot จะซ้ำกัน แต่มันจะตรวจสอบเรื่องของเวลาผ่าน Partition ที่เราได้ map ไว้แล้วก่อนเสมอ และจะ Forward ไปยังเบอร์ที่เราต้องการในแต่ละช่วงเวลาได้ และด้านล่างคือ Hunt Pilot ที่เราสร้างขึ้นมาเป็นเบอร์ 1111 ครับ
สุดท้ายเราจะต้องนำ CSS ที่มี Partition ที่สร้างไว้ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงาน ไปใส่ในโทรศัพท์ต่าง ๆ ครับ ตามตัวอย่างด้านล่างได้นำ CSS_Staff ไปใส่ยัง Device และ Directory Number ของ Phone นั้น ๆ เพื่อสามารถเป็นลูกกุญแจ ที่ไขไปยังแม่กุญแจ Partition ได้ 

บทความจะยาวสักนิดนึงเพื่อจะได้ครบถ้วนในทุก Step นะครับ และสามารถนำไปเล่น Lab หรือ Implement ในการใช้งานได้จริงครับ ขอบคุณที่ติดตามบทความจากทาง AbleNet มาโดยตลอดในทุกบทความนะครับ เพื่อน ๆ สามารถกดแชร์บทความที่เป็นประโยชน์ไปยังคนอื่นได้นะครับ และพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ 🙂